ผิวไม่ได้เหี่ยว แต่ทำไมถึงดูโทรม?
ลองสังเกตตัวเองในกระจกช่วงบ่าย หลังนั่งห้องแอร์มาทั้งวัน หลายคนพบว่าหน้าตัวเองไม่ได้มีริ้วรอยลึก แต่ผิวกลับดูไม่มีน้ำ ไม่มีแสง ผิวบางลง รูขุมขนชัดขึ้น แต่งหน้าแล้วเครื่องสำอางลอย และต้องพึ่งฟิลเตอร์ทุกครั้งที่ถ่ายรูป
หลายคนแก้ด้วยการไปฉีดฟิลเลอร์ ผลคือหน้าอิ่มขึ้นจริง แต่ผิวยังโทรมเหมือนเดิม เพราะฟิลเลอร์แก้เรื่อง "ปริมาตร" ไม่ได้แก้เรื่อง "คุณภาพผิว" นี่คือช่องว่างที่ทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจหัตถการกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า Bio-Remodeling
Bio-Remodeling แปลตรงตัวว่า "การปรับโครงสร้างใหม่ทางชีวภาพ" แทนที่จะเติมสารให้ดูอิ่มขึ้นชั่วคราว เราฉีดสารที่กระตุ้นให้เซลล์ผิวของเราเองกลับมาสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นใหม่ พร้อมดึงน้ำเข้าสู่ชั้นผิวอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์จึงไม่ใช่ "หน้าเปลี่ยน" แต่คือ "ผิวคุณภาพดีขึ้น" ฉ่ำขึ้น แน่นขึ้น เด้งขึ้น โดยที่รูปหน้ายังเป็นตัวเราเหมือนเดิม
พูดง่าย ๆ คือ ฟิลเลอร์เปลี่ยนรูปทรง ส่วน Bio-Remodeling เปลี่ยนคุณภาพผิว และในไทยตอนนี้มีสองชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ Profhilo และ Opéra REV

Bio-Remodeling ปรับโครงสร้างผิวใหม่ ต่างจากฟิลเลอร์ที่เติมปริมาตร
Profhilo — ต้นตำรับของคำว่า Bio-Remodeling
Profhilo เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Bio-Remodeling จากบริษัท IBSA Group ผู้ผลิตกรดไฮยาลูรอนิกรายใหญ่ และเป็นตัวที่ทำให้คำนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
จุดเด่นแรกคือความเข้มข้น Profhilo มีกรดไฮยาลูรอนิกอยู่ที่ 64 มิลลิกรัมต่อ 2 มิลลิลิตร ซึ่งนับเป็นหนึ่งในระดับที่สูงที่สุดในตลาดหัตถการฉีด จึงให้ความชุ่มชื้นในระดับที่สกินบูสเตอร์ทั่วไปทำได้ยาก
หัวใจของมันคือเทคโนโลยี NAHYCO™ ที่ผสาน HA สองขนาดโมเลกุลด้วยกระบวนการทางความร้อนแทนสารเคมี ทำให้ Profhilo เป็น HA แบบเสถียรตัวแรกที่ผลิตขึ้นโดยไม่ใช้สารเชื่อมโยงทางเคมีอย่าง BDDE และออกแบบมาเพื่อปรับโครงสร้างผิวและแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ไม่ใช่แค่เติมร่องริ้วรอย
สิ่งที่ต่างจากสกินบูสเตอร์ธรรมดาคือ Profhilo ช่วยเรื่องความหย่อนคล้อยผ่านการกระตุ้นอีลาสตินได้ด้วย ซึ่งสำคัญมาก เพราะคอลลาเจนทำให้ผิว "แน่น" แต่อีลาสตินคือสิ่งที่ทำให้ผิว "เด้งกลับ" ใครที่ผิวยืดแล้วไม่ดีดกลับเหมือนเดิมคือคนที่ขาดอีลาสติน
ด้านเทคนิค Profhilo ใช้วิธีเฉพาะที่เรียกว่า Bio Aesthetic Points (BAP) เนื่องจากตัวยาไหลกระจายตัวได้ดีโดยไม่ทิ้งความไม่เรียบของเนื้อเยื่อ คือฉีดเพียงไม่กี่จุดต่อข้าง แล้วตัวยากระจายเองใต้ผิว เจ็บน้อยกว่าการฉีดแบบจิ้มถี่ทั้งหน้า

Profhilo ต้นตำรับ Bio-Remodeling กระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน
Opéra REV — สายอิตาเลียนที่มาแรงด้วยเทคนิค Six-Point
อีกชื่อที่ถูกพูดถึงหนักในไทยคือ Opéra REV Skinbooster Evolution ผลิตภัณฑ์ฉีดกลุ่มฟื้นฟูผิวจาก K-Surgery แบรนด์สัญชาติอิตาลี
จุดต่างเชิงเทคนิคคือ Opéra REV ใช้กรดไฮยาลูรอนิกที่มีการเชื่อมโยงโมเลกุลในระดับต่ำ ซึ่งช่วยให้สลายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงช่วยฟื้นคืนสภาพผิวที่ดูสุขภาพดีและอ่อนเยาว์ คือ Cross-link น้อยพอที่จะไม่เป็นก้อนแบบฟิลเลอร์ แต่มากพอที่จะอยู่ได้นานกว่า HA เปล่า ๆ
ตัวผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องมือแพทย์ที่ให้ผลด้านการฟื้นฟูโครงสร้างผิว เหมาะกับสัญญาณวัยระยะเริ่มต้น ช่วยคืนความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้บริเวณที่มีริ้วรอยตื้น
อีกจุดแข็งคือความครอบคลุม ใช้ได้ตั้งแต่หน้าผาก รอบดวงตา ร่องแก้ม รอบปาก แก้ม มือ ลำคอ ไปจนถึงหน้าอก เหมาะกับผิวทุกประเภท และยังใช้เชิงป้องกันกับบริเวณที่เผชิญปัจจัยภายนอกรุนแรงที่สุดได้ ซึ่งสำคัญมากสำหรับคนไทย เพราะแดดบ้านเราคือปัจจัยเร่งวัยอันดับหนึ่ง
สิ่งที่ทำให้ Opéra REV โดดเด่นคือเทคนิค Six-Point ที่ฉีดเพียงข้างละ 6 ตำแหน่ง แต่ละจุดออกแบบให้ตัวยากระจายไปฟื้นฟูผิวตามทิศทางที่ต้องการ ข้อดีคือรอยเข็มน้อย ใช้เวลาสั้น แทบไม่ต้องพักฟื้น

Opéra REV Skinbooster เทคนิค Six-Point ฟื้นฟูโครงสร้างผิว
เลือกตัวไหนดี? และทำอย่างไรให้ผลลัพธ์ดีที่สุด
คำตอบตรงไปตรงมาคือขึ้นอยู่กับปัญหาผิวของคุณ
เลือก Profhilo ถ้าปัญหาหลักคือผิวเริ่มหย่อน แก้มเริ่มไหลลง ขอบหน้าไม่ชัดเหมือนเดิม บีบผิวแล้วเด้งกลับช้า หรือคอเริ่มมีริ้วรอยตามขวาง เพราะจุดแข็งคือการกระตุ้นอีลาสติน
เลือก Opéra REV ถ้าปัญหาหลักคือผิวโทรมหมอง ขาดน้ำ รูขุมขนเริ่มชัด เมคอัพเริ่มลอย หรือต้องการดูแลเชิงป้องกัน รวมถึงผิวคอและหลังมือ
แต่ความจริงที่แพทย์ความงามรู้กันดีคือ ไม่มีหัตถการเดียวที่แก้ได้ทุกปัญหา ผิวที่ดูดีจริงต้องดูแลครบ 3 มิติ คือ คุณภาพผิวด้วย Bio-Remodeling, โครงสร้างผิวด้วยกลุ่ม Biostimulator อย่าง HarmonyCa หรือ CollaJu และความกระชับด้วย Oligio X หรือ Super HIFU การเรียงลำดับให้ถูกต้องสำคัญพอ ๆ กับการเลือกตัวยา
ที่ Orianna Clinic ทุกหัตถการทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ ใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. สั่งตรงจากบริษัทผู้ผลิต และคุณสามารถขอดูกล่องพร้อมตรวจสอบล็อตก่อนเริ่มทำได้ทุกครั้ง การปรึกษาแพทย์ครั้งแรกไม่มีค่าใช้จ่าย แพทย์จะประเมินสภาพผิวจริง แล้วแนะนำแผนที่เหมาะกับคุณ พร้อมแจ้งราคาชัดเจน กลับไปคิดก่อนได้ เราไม่เร่งรัด

เลือก Profhilo หรือ Opéra REV ให้เหมาะกับปัญหาผิว โดยแพทย์ Orianna Clinic
คำถามที่พบบ่อย (Q&A)
Q1: ฉีดแล้วหน้าจะบวมหรือหน้าเปลี่ยนไหม?
ไม่ เพราะไม่ใช่การเติมปริมาตรแบบฟิลเลอร์ ตัวยาจะกระจายในชั้นผิวเพื่อฟื้นคุณภาพผิว รูปหน้ายังเป็นแบบเดิม เพียงแต่ผิวดูดีขึ้น
Q2: เจ็บไหม ต้องพักฟื้นนานหรือเปล่า?
ใช้ยาชาเฉพาะที่ และเนื่องจากทั้งเทคนิค BAP และ Six-Point ใช้จุดฉีดน้อย จึงแทบไม่ต้องพักฟื้น อาจมีตุ่มนูนเล็ก ๆ ที่ยุบเองได้ใน 1 วัน
Q3: เห็นผลเมื่อไหร่ ต้องทำกี่ครั้ง และอยู่ได้นานแค่ไหน?
โปรโตคอลมาตรฐานของ Profhilo คือ 2 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์ เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงภายใน 3–5 วัน และชัดที่สุดช่วง 8–12 สัปดาห์ จากนั้นแนะนำทำซ้ำทุก 6–9 เดือน ส่วน Opéra REV แพทย์จะวางแผนตามสภาพผิวแต่ละคน
Q4: ทำร่วมกับโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือ HIFU ได้ไหม?
ได้ และมักให้ผลดีกว่าการทำอย่างเดียว แต่ต้องวางลำดับและระยะห่างให้เหมาะสม โดยแพทย์จะวางแผนให้เป็นรายบุคคล
Q5: ก่อนฉีดควรเช็กอะไรบ้าง?
ขอดูกล่องและตรวจสอบล็อตก่อนเปิดทุกครั้ง ต้องทำโดยแพทย์ในสถานพยาบาลที่มีใบอนุญาต และควรซักประวัติก่อนเสมอ หากราคาถูกผิดปกติ ควรตั้งข้อสงสัย

คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Bio-Remodeling Profhilo และ Opéra REV
นัดหมายปรึกษาแพทย์ฟรี ที่ Orianna Clinic อาคาร AIA สาทร 1 ชั้น 2 ถนนสาทรใต้ (ใกล้ BTS เซนต์หลุยส์ ทางออก 1) เปิดทุกวัน 10:00–20:00 น.
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ผลลัพธ์ของหัตถการขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ ไลฟ์สไตล์ และการตอบสนองของแต่ละบุคคล ควรเข้ารับการปรึกษาและประเมินจากแพทย์ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
